Back to Blog

ข่าวดีสำหรับ Dev เมื่อ Docker ให้ใช้ Hardened Image (DHI) ฟรี!

Admin User
ข่าวดีสำหรับ Dev เมื่อ Docker ให้ใช้ Hardened Image (DHI) ฟรี!

Docker ปล่อย Docker Hardened Images (DHI) ให้ใช้ฟรีและเปิดซอร์ส ลด attack surface พร้อม SBOM และ provenance ใช้เป็นฐานสร้าง container ที่ปลอดภัยขึ้นได้ทันที

Docker ประกาศให้ Docker Hardened Images (DHI) ใช้งานได้ฟรีสำหรับทุกคน และยังปล่อยเป็น Open Source ภายใต้ Apache 2.0 อีกด้วย แนวคิดหลักคือทำให้ base image ที่เราใช้สร้างแอป มีความปลอดภัยและตรวจสอบได้มากขึ้น ตั้งแต่ก้าวแรกของการ build ไม่ใช่ค่อยมาจัดการตอนเจอ CVE ทีหลัง:

Docker Hardened Images for Free

DHI คืออะไร และต่างจาก Image ทั่วไปตรงไหน

DHI คือชุดของ container images ที่ Docker วางตำแหน่งให้เป็น “ฐานที่พร้อมใช้งานใน production” โดยเน้น ความเล็ก (minimal), ความปลอดภัย, และ ความโปร่งใสที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ภาพที่เราใช้กันทุกวันจำนวนมากอาจมีส่วนประกอบเกินจำเป็นสำหรับ production เช่น package ที่ไม่เกี่ยวกับ runtime จริง ๆ, tool ที่ติดมาเผื่อใช้, หรือ dependency ที่ทำให้พื้นที่โจมตี (attack surface) กว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งตัว DHI พยายามลดปัจจัยเหล่านี้ตั้งแต่ต้นทาง และทำให้การ “อธิบายที่มาที่ไป” ของภาพทำได้ง่ายขึ้นในทีม อีกจุดที่ Dev มักเจอคือการย้าย base image แล้วกระทบ workflow แต่ Docker ระบุว่า DHI ถูกออกแบบให้เป็น drop-in replacement คือ “สลับ base image แล้วได้ผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยทันที” โดยยังพยายามรักษาประสบการณ์การ build และการใช้งานให้เปลี่ยนน้อยที่สุด

เริ่มใช้งาน DHI ในงานจริง ควรเริ่มตรงไหน

วิธีคิดที่ง่ายที่สุดคือ “เริ่มจาก service ที่เปลี่ยนได้ก่อน” เช่น API service หรือ worker ที่มี test ครบ แล้วค่อยขยายไปยังระบบหลัก เพราะการเปลี่ยน base image แม้ตั้งใจให้เป็น drop-in แต่ในงานจริงมักมีรายละเอียดเล็ก ๆ เช่น package ที่เคยติดมาฟรีในภาพเดิม, tooling ที่ถูกใช้งานแฝงอยู่ใน pipeline, หรือการคอมไพล์ที่อาศัย dependency เฉพาะ แนวทางที่แนะนำคือเลือก DHI ที่ตรงกับ stack ที่คุณใช้อยู่ (เช่น Python, Node.js, PostgreSQL หรืออื่น ๆ ใน catalog) จากนั้นปรับ Dockerfile เฉพาะบรรทัด base image แล้วให้ CI ทำงานตามปกติ ดูผลลัพธ์แบบ end-to-end ทั้ง build, test, และ run-time behavior ถ้าทีมคุณมีขั้นตอนสแกน image อยู่แล้ว ให้เก็บผลก่อน/หลังไว้เทียบกันด้วย เพื่อให้เห็น “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” เช่นจำนวนรายการช่องโหว่ที่ลดลง, ความง่ายในการอธิบายองค์ประกอบด้วย SBOM, และความมั่นใจต่อที่มาของภาพ

ภาพรวม DHI Free vs Enterprise

ประเด็นสำคัญคือ Docker ไม่ได้ตัดรุ่น Enterprise ทิ้ง แต่เปลี่ยน “แกนความปลอดภัยพื้นฐาน” ให้เป็นของที่ทุกคนเข้าถึงได้ แล้วค่อยเพิ่มชั้นบริการและ compliance สำหรับองค์กรที่ต้องการมากกว่าเดิม ในฝั่งฟรี คุณได้ภาพที่เปิดซอร์สภายใต้ Apache 2.0 และเข้าถึงได้แบบเต็ม โดยเน้นความปลอดภัย, ความโปร่งใส, และการใช้งานแบบ drop-in ส่วน Enterprise จะตอบโจทย์เรื่อง SLA การแก้ Critical CVE ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน, ตัวเลือกด้าน Compliance (เช่น FIPS/STIG และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง), และการบริหาร lifecycle รวมถึงแนวคิดการสนับสนุนที่ยาวขึ้น ถ้าคุณเป็น Dev ที่อยากยกระดับความปลอดภัยของภาพฐานให้ทีมใช้ร่วมกัน รุ่นฟรีก็เพียงพอสำหรับ “ยกระดับมาตรฐานพื้นฐาน” แต่ถ้าคุณทำงานกับระบบที่มีข้อกำกับชัดหรือมีภาระ compliance หนัก รุ่น Enterprise จะเป็นคำตอบในเชิงกระบวนการและความรับผิดชอบตามสัญญา

https://www.docker.com/products/hardened-images/

เปลี่ยนผ่านแบบมั่นใจ ไม่ต้องมาคอยลุ้น

การย้าย base image ที่ดีไม่ใช่แค่เปลี่ยนแล้วรันผ่าน แต่ควรเป็นการย้ายที่ทำให้ทีมอธิบายได้ว่าได้อะไรเพิ่ม และเสียอะไรไปบ้าง สิ่งที่ควรเช็คคือ dependency ที่เคยใช้ตอน build (เช่น compiler, libc, package manager), สิ่งที่เคยทำใน container ตอน runtime (เช่นการเรียก shell tool), และพฤติกรรมด้าน permission โดยเฉพาะถ้าทีมมีมาตรฐานไม่รันเป็น root อยู่แล้ว สุดท้าย อย่าลืมว่า “ความปลอดภัย” ไม่ใช่แค่จำนวน CVE ลดลง แต่คือความง่ายในการรักษามาตรฐานต่อเนื่อง เช่นการอัปเดตภาพ, การตรวจสอบ provenance, และการสื่อสารข้อมูลในทีมแบบที่ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน

Reference

Abinaya. (2025, December 22). Docker open sources production-ready hardened images for free. Cyber Security News. https://cybersecuritynews.com/docker-hardened-images-for-free/  

Docker. (n.d.). Hardened Images. Docker. https://www.docker.com/products/hardened-images/

หากสนใจสินค้า หรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม

💬 Line: @monsteronline

☎️ Tel: 02-026-6664

📩 Email: [email protected]

🌐 ดูสินค้าเพิ่มเติม: mon.co.th